ช่วงนี้เปิดแอป สตรีมมิ่งหรือดูพอร์ตหุ้นต่างประเทศแล้วรู้สึกใจหายวาบกันบ้างไหมคะ หุ้นเทคโนโลยีตัวใหญ่ ๆ หรือกลุ่ม Big Caps ที่เคยวิ่งแรงทำ New High มาตลอด จู่ ๆ ก็เริ่มมีอาการสะดุด หรือบางตัวก็ร่วงลงมาให้ดอยกันเล่น ๆ ในขณะที่ราคาทองคำกลับพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่แบบไม่เกรงใจใคร
ภาพเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า หรือนี่จะเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า งานเลี้ยงกำลังจะเลิก แล้วเงินก้อนโตของโลกกำลังจะย้ายบ้านหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ไปหาที่หลบภัยที่อุ่นใจกว่าอย่าง สินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Haven
สัญญาณเตือนภัย เมื่อทองคำแพงสวนทางหุ้น
หลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกว่าเงินกำลังไหลออก ไม่ได้ดูยากเลยค่ะ ให้ดูที่ราคาทองคำ ปกติแล้วทองคำกับหุ้นมักจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน เวลาเศรษฐกิจดี หุ้นขึ้น ทองมักจะลงหรือนิ่ง ๆ เพราะคนกล้าเสี่ยงเอาเงินไปหมุนในธุรกิจ แต่ในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นราคาทองคำโลก (Spot Gold) พุ่งทะลุทุกแนวต้าน ทั้งที่ดอกเบี้ยก็ยังสูง

การที่ทองคำเนื้อหอมขึ้นมาแบบผิดหูผิดตา สะท้อนว่านักลงทุนรายใหญ่ กองทุนระดับโลก หรือแม้แต่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ เริ่ม รู้สึกไม่ปลอดภัย พวกเขาจึงเทขายทำกำไรจากหุ้นที่ราคาขึ้นมาสูงเกินไป แล้วโยกเงินมาพักไว้ในทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสงครามและเศรษฐกิจถดถอย
ทำไมหุ้นใหญ่ถึงเริ่มไม่น่าดึงดูดใจ
หุ้นกลุ่ม Big Caps โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี 7 นางฟ้า ของสหรัฐฯ เป็นตัวแบกตลาดมานาน แต่ตอนนี้เริ่มมีปัจจัยลบมารุมเร้าค่ะ
ราคาแพงเกินพื้นฐาน หุ้นหลายตัวราคาพุ่งไปไกลกว่ากำไรจริงมาก หรือที่เรียกว่าค่า P/E สูงลิ่ว นักลงทุนเริ่มกลัวว่าถ้ากำไรไตรมาสหน้าออกมาไม่ปังอย่างที่หวัง ราคาอาจจะร่วงแรงได้ การขายทำกำไรตอนนี้จึงดูเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า
ดอกเบี้ยขาลงที่ไม่แน่นอน แม้เฟดจะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อก็ยังดื้อดึง ถ้าดอกเบี้ยไม่ลงเร็วอย่างที่คิด ต้นทุนการเงินของบริษัทใหญ่ ๆ ก็ยังสูงอยู่ ซึ่งกระทบกำไรโดยตรง
พันธบัตรรัฐบาล หลุมหลบภัยที่ให้ดอกเบี้ยงาม
นอกจากทองคำแล้ว อีกที่หนึ่งที่เงินไหลไปกองรวมกันคือ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Bond) ถือเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำที่สุดในโลก และในตอนนี้ผลตอบแทน หรือ Bond Yield ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก
ลองคิดดูสิคะ ถ้าคุณเป็นผู้จัดการกองทุนที่มีเงินแสนล้าน ระหว่างเอาเงินไปเสี่ยงในหุ้นที่ราคาแกว่งวันละ 5% กับเอามาฝากไว้ในพันธบัตรที่การันตีผลตอบแทนแน่ ๆ และความเสี่ยงแทบเป็นศูนย์ หลายคนก็เลือกอย่างหลังเพื่อรักษาเงินต้นไว้ก่อน

ไม่ใช่การหนีตาย แต่คือการจัดระเบียบพอร์ตใหม่
ถึงแม้จะบอกว่าเงินไหลออก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นจะพังทลายหรือเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งรอบใหม่นะคะ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เรียกว่า Sector Rotation หรือการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน เงินอาจจะไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่แพงเว่อร์ แต่ก็ไม่ได้ไหลออกไปนอกตลาดทั้งหมด ส่วนหนึ่งไหลไปเข้า หุ้นคุณค่า (Value Stock) หุ้นปันผล หรือหุ้นกลุ่ม Defensive อย่างโรงพยาบาลและสาธารณูปโภค ที่ทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจได้ดีกว่า
ดังนั้น มันไม่ใช่การเทขายทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปอยู่บนดอย แต่เป็นการ ปรับสมดุล เพื่อเตรียมรับแรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่างหาก
เราควรทำอย่างไรในวันที่เงินไหลเชี่ยว
ในฐานะนักลงทุนรายย่อยอย่างเรา อย่าเพิ่งตกใจขายล้างพอร์ตตามข่าวนะคะ แต่ให้ใช้โอกาสนี้ทบทวนกลยุทธ์ของตัวเอง
อย่าถือหุ้น 100% ถ้าพอร์ตของคุณมีแต่หุ้นล้วน ๆ โดยเฉพาะหุ้นซิ่ง นี่เป็นเวลาที่ดีที่จะแบ่งกำไรมาซื้อทองคำ หรือกองทุนตราสารหนี้ติดพอร์ตไว้บ้าง สัก 10-20% เพื่อเป็นกันชนเวลาตลาดร่วงหนัก
ถือเงินสดรอช้อน การที่เงินไหลออกจากหุ้นใหญ่ จะทำให้ราคาหุ้นย่อตัวลงมา นี่คือโอกาสทองของคนที่มีเงินสดเย็น ๆ รอจังหวะที่หุ้นพื้นฐานดีราคาถูกลง แล้วค่อยทยอยสะสมเพื่อถือยาว
มองหาหุ้นหลบภัย ถ้ายังอยากลุยในตลาดหุ้น ลองหันมามองหุ้นไทยกลุ่มโรงไฟฟ้า โรงพยาบาล หรือค้าปลีกที่มีปันผลสม่ำเสมอ หุ้นพวกนี้อาจจะไม่หวือหวา แต่ช่วยให้นอนหลับฝันดีได้ในวันที่ตลาดผันผวน
เงินกำลังไหลไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยนั้นเป็นเรื่อง จริง ค่ะ แต่เป็นความจริงในลักษณะของการ กระจายความเสี่ยง ของเงินก้อนใหญ่ ไม่ใช่การหนีตายแบบวิกฤต
ตลาดการเงินมีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักร ช่วงนี้อาจจะเป็นคิวของทองคำและพันธบัตร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจเริ่มชัดเจน เงินก้อนนี้ก็จะไหลกลับมาหาหุ้นอีกครั้ง หน้าที่ของเราคือต้องประคองตัวให้รอดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ และเตรียมกระสุนให้พร้อมสำหรับรอบใหญ่ครั้งต่อไปค่ะ





