ลืมภาพจำของนักลงทุนใส่สูทผูกไท นั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจในห้องแอร์ไปได้เลยค่ะ เพราะวันนี้ผู้เล่นหน้าใหม่ที่กำลังกุมชะตาตลาดทุนโลกคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ที่มาพร้อมกับสมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่องและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พวกเขาไม่ได้แค่เดินเข้ามาในตลาดหุ้นเงียบ ๆ แต่มาพร้อมกับเสียงอึกทึกที่ทำให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ต้องหันมามองคอแทบหัก
จากปรากฏการณ์ GameStop ที่รายย่อยรวมตัวกันถล่มกองทุนยักษ์ใหญ่ จนถึงกระแสคริปโทเคอร์เรนซีที่ร้อนแรง ทั้งหมดนี้คือฝีมือของคนกลุ่มนี้ค่ะ

การเงินประชาธิปไตย ใคร ๆ ก็ลงทุนได้
ในอดีต ตลาดหุ้นเป็นพื้นที่ของคนรวยค่ะ ต้องมีเงินก้อนโตถึงจะเปิดพอร์ตได้ ต้องเสียค่าคอมมิชชันแพงหูฉี่ แต่ Gen Z ไม่ยอมรับกติกานั้น พวกเขาผลักดันให้เกิด Democratization of Finance หรือการทำให้การเงินเป็นเรื่องของทุกคน แอปพลิเคชันเทรดหุ้นยุคใหม่จึงต้องปรับตัว แข่งกันลดค่าธรรมเนียมจนเหลือศูนย์ หรืออนุญาตให้ซื้อ Fractional Shares หรือเศษหุ้นได้
ลองจินตนาการว่าสมัยก่อนต้องมีเงินเป็นแสนถึงจะซื้อหุ้น Amazon หรือ Google ได้สักหุ้น แต่เดี๋ยวนี้มีเงินแค่ 500 บาท เด็กมหาวิทยาลัยก็กดซื้อหุ้นระดับโลกได้แล้ว นี่คือการทลายกำแพงเงินทุนที่ทำให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากรายย่อยไหลทะลักเข้าสู่ตลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ข้อมูลหาได้ใน TikTok ไม่ง้อบทวิเคราะห์ยาวเหยียด
ถ้าคนรุ่นเก่าเชื่อมั่นในบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์หรือข่าวจากสำนักข่าวใหญ่ Gen Z กลับเชื่อในพลังของ Social Media และ Community ค่ะ
สำหรับพวกเขา TikTok Twitter หรือ Reddit คือห้องสมุดทางการเงินชั้นยอด แฮชแท็กอย่าง #FinTok หรือกลุ่มสนทนาใน Discord กลายเป็นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งกว่าสำนักข่าว
แม้หลายคนจะมองว่าเสี่ยงและขาดความน่าเชื่อถือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังของฝูงชนในโซเชียลมีเดียสามารถปั่นราคาหุ้น หรือทุบราคาเหรียญให้ร่วงได้ในพริบตา นักวิเคราะห์ยุคใหม่จึงเมินเฉยต่อกระแสในโซเชียลไม่ได้อีกต่อไป เพราะนั่นคือดัชนีชี้วัดอารมณ์ตลาดที่แม่นยำที่สุดในยุคนี้

ลงทุนด้วย Purpose ไม่ใช่แค่ Profit
นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดทางด้านจิตวิญญาณของตลาดทุนค่ะ นักลงทุนรุ่นพ่อรุ่นแม่มักมองหาตัวเลขกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง แต่สำหรับ Gen Z พวกเขามองหา คุณค่า และ จุดยืน ของบริษัทที่เขาจะเอาเงินไปลงทุน
ถ้าบริษัทไหนมีข่าวฉาวเรื่องแรงงาน ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือไม่มีธรรมาภิบาล ต่อให้งบการเงินสวยหรูแค่ไหน Gen Z ก็พร้อมจะเทขายและแบนทันที ในทางกลับกัน บริษัทที่ใส่ใจเรื่อง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
พฤติกรรมนี้บีบให้บริษัทจดทะเบียนทั่วโลกต้องเร่งปรับตัว จะมามุ่งแต่กอบโกยกำไรโดยไม่สนโลกไม่ได้แล้ว เพราะเจ้าของเงินรุ่นใหม่เขาแคร์เรื่องโลกมากกว่าเรื่องเงิน
กล้าเสี่ยงกับสินทรัพย์ใหม่ ๆ
คำว่า ความมั่นคง อาจไม่ใช่โจทย์หลักของ Gen Z เท่ากับคำว่า โอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด เราจึงเห็นพอร์ตการลงทุนของคนรุ่นนี้เต็มไปด้วยสินทรัพย์ทางเลือก หรือ Alternative Assets ไม่ว่าจะเป็น คริปโทเคอร์เรนซี NFT หรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เพิ่งเปิดตัวใหม่
พวกเขาเติบโตมาในยุคดิจิทัล จึงไม่แปลกที่เขาจะให้ค่ากับสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่าทองคำแท่งที่จับต้องได้ ความกล้าได้กล้าเสียนี้ทำให้ตลาดทุนมีความผันผวนสูงขึ้น หรือ High Volatility แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ที่มาตอบสนองความต้องการนี้
การลงทุนคือเกม Gamification of Trading
แอปพลิเคชันเทรดหุ้นยุคใหม่หน้าตาไม่เหมือนตาราง Excel น่าเบื่อ ๆ อีกต่อไป แต่ถูกออกแบบให้เหมือน เกม
มีกราฟิกสวยงาม มีระบบเลื่อนขั้น มีรางวัลเมื่อทำภารกิจสำเร็จ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า Gamification ซึ่งดึงดูดให้ Gen Z รู้สึกสนุกและอยากเข้ามาเทรดบ่อยขึ้น การลงทุนกลายเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นเรื่องที่เอาไปคุยอวดเพื่อนได้ ไม่ใช่เรื่องเครียด ๆ ของคนแก่
Gen Z ไม่ได้เข้ามาเพื่อเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งของตลาด แต่พวกเขากำลังเข้ามา เขียนกฎใหม่ สถาบันการเงินที่ปรับตัวไม่ทัน ไม่เข้าใจภาษาของคนรุ่นใหม่ หรือยังยึดติดกับธรรมเนียมเดิม ๆ จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่ตลาดทุนเองก็ต้องปรับตัวให้โปร่งใส รวดเร็ว และใส่ใจสังคมมากขึ้น
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนรุ่นเก๋าหรือเจ้าของธุรกิจ การจับตามองและทำความเข้าใจพฤติกรรมของนักลงทุน Gen Z ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะทำให้คุณยืนหยัดอยู่ในสมรภูมิการเงินยุคใหม่ได้ค่ะ





