เช้าวันจันทร์ทีไร ความคิดที่อยากจะยื่นซองขาวลาออกมันพุ่งพล่านทุกทีใช่ไหมคะ เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนร้อยทั้งร้อยมีความฝันอยากเป็นนายตัวเอง อยากมีอิสระ อยากทำในสิ่งที่รัก และที่สำคัญคืออยากรวยกว่าการเป็นลูกจ้าง แต่พอกลับมาสู่โลกความจริง คำถามแรกที่ฉุดรั้งเราไว้เสมอคือ แล้วเราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ
หลายคนตกม้าตายตั้งแต่ยังไม่ออกรบเพราะคำนวณพลาด บางคนเตรียมเงินไว้แค่สำหรับลงทุนเปิดร้าน แต่ลืมเตรียมเงินสำหรับ ชีวิตตัวเอง สุดท้ายพอธุรกิจสะดุด ก็ต้องม้วนเสื่อกลับไปสมัครงานใหม่

แยกให้ออกระหว่าง เงินลงทุน กับ เงินหมุนเวียน
ความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งที่ทำให้มือใหม่เจ็บตัวคือการเหมาว่าเงินก้อนเดียวใช้ได้ทุกอย่าง สมมติคุณอยากเปิดร้านกาแฟ คุณกำเงินไป 5 แสนบาท หมดไปกับการแต่งร้าน ซื้อเครื่องชง ซื้อเมล็ดกาแฟ จนร้านสวยวิ้งพร้อมเปิดขาย แต่คุณลืมไปว่า เดือนแรกอาจจะไม่มีลูกค้าเลย หรือขายได้แค่วันละ 5 แก้ว
คำถามคือ แล้วค่าไฟ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงาน และค่ากินอยู่ของคุณเองในเดือนนั้นจะเอามาจากไหน
ดังนั้นเงินก้อนแรกที่ต้องแยกออกมาให้ชัดคือ เงินลงทุนเริ่มต้น หรือ CAPEX ซึ่งจ่ายตูมเดียวจบเพื่อสร้างธุรกิจขึ้นมา ส่วนนี้ต้องประเมินตามจริงและเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้อีกสัก 10-20% เผื่อค่าใช้จ่ายงอกเงยที่เรานึกไม่ถึง
สูตรคำนวณเงินสำรองเพื่อความอยู่รอด
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่เงินลงทุนค่ะ แต่อยู่ที่ สายป่าน หรือ Cash Flow ที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตคุณและธุรกิจในช่วงตั้งไข่ สูตรการคำนวณที่อยากแนะนำให้ท่องให้ขึ้นใจแบ่งเป็น 2 ก้อนหลัก ๆ ดังนี้ค่ะ
ก้อนที่ 1 ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (Personal Burn Rate)
อย่าลืมนะคะว่าทันทีที่คุณก้าวออกจากบริษัท เงินเดือนที่เคยโอนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือนจะกลายเป็น ศูนย์ ทันที แต่บิลค่าห้อง ค่าผ่อนรถ ค่าประกัน และค่าข้าวสามมื้อยังตามมาหลอกหลอนเหมือนเดิม
ให้คุณกางบัญชีรายจ่ายย้อนหลังดูเลยค่ะว่า ในหนึ่งเดือนคุณต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อดำรงชีพ เอาแบบไม่อดตายและไม่หรูหราเกินไป สมมติว่าเดือนละ 20,000 บาท
ก้อนที่ 2 ค่าใช้จ่ายคงที่ของธุรกิจ (Business Fixed Cost)
แม้จะขายของไม่ได้สักชิ้น แต่คุณก็ต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่ ค่าแอดโฆษณา และเงินเดือนลูกน้อง (ถ้ามี) ลองประเมินดูค่ะว่าขั้นต่ำที่สุดที่ต้องจ่ายต่อเดือนคือเท่าไหร่ สมมติว่าเดือนละ 30,000 บาท
รวมสองก้อนนี้เข้าด้วยกัน เท่ากับว่าคุณมีภาระที่ต้องจ่ายแน่ ๆ เดือนละ 50,000 บาท นี่คือตัวเลข Burn Rate ของคุณค่ะ
ตัวเลขมหัศจรรย์ ต้องมีสำรองกี่เดือนถึงจะปลอดภัย
ตำราการเงินเก่า ๆ อาจจะบอกว่ามีสำรอง 3-6 เดือนก็พอแล้ว แต่สำหรับยุคนี้ที่การแข่งขันสูงและเศรษฐกิจผันผวน ขอบอกตรง ๆ เลยค่ะว่า 3 เดือนนั้น น้อยเกินไป
ช่วง 3 เดือนแรกคือช่วงฮันนีมูนค่ะ คุณจะยุ่งกับการเปิดร้าน ตื่นเต้นกับลูกค้าคนแรก จนลืมดูบัญชี พอเข้าเดือนที่ 4 ถ้ากำไรยังไม่มา ความเครียดจะเริ่มกัดกินใจ และถ้าเงินหมดตอนเดือนที่ 6 คุณจะเริ่มลนลาน ตัดสินใจผิดพลาด ยอมลดคุณภาพสินค้า หรือทำทุกทางเพื่อให้ได้เงินมา ซึ่งมักจะเป็นจุดจบของธุรกิจ
คำแนะนำจากประสบการณ์จริงคือ 12 เดือนค่ะ
ถ้า Burn Rate ของคุณคือ 50,000 บาท คุณควรมีเงินสดนอนนิ่ง ๆ ในบัญชีอย่างน้อย 600,000 บาท
ทำไมต้องนานขนาดนั้น เพราะการสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดต้องใช้เวลาค่ะ บางธุรกิจอาจใช้เวลาเป็นปีกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน (Break-even Point) การมีเงินสำรอง 1 ปีจะช่วยซื้อ เวลา ให้คุณได้ลองผิดลองถูก ได้ปรับแก้กลยุทธ์ โดยไม่ต้องเครียดเรื่องปากท้องจนเกินไป

อย่าลืมค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น
นอกจากค่ากินอยู่และค่าทำร้าน ยังมีหลุมพรางทางการเงินที่คนอยากลาออกมักมองข้าม
ประกันสังคมและสวัสดิการรักษาพยาบาล เมื่อลาออก คุณจะเสียสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา 33 ทันที คุณต้องเตรียมเงินสำหรับส่งมาตรา 39 เอง หรือซื้อประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่ม เพราะถ้าเจ็บป่วยตอนไม่มีรายได้ คือหายนะสถานเดียวค่ะ
ภาษีสังคมและภาษีจริง การเป็นเจ้าของกิจการต้องเข้าสังคม ต้องเลี้ยงลูกค้า ต้องมีค่ากาแฟคุยงาน และอย่าลืมวางแผนเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยนะคะ
ทางรอดแบบไม่เจ็บตัว เริ่มทำควบคู่ไปก่อน
ถ้ารู้สึกว่าตัวเลข 12 เดือนมันดูไกลเกินเอื้อม อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ
ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดในยุคนี้คือการทำ Side Hustle หรือทำธุรกิจควบคู่ไปกับงานประจำก่อน ใช้เวลาหลังเลิกงานหรือวันหยุดมาทดลองตลาด
วิธีนี้ดีงามมากค่ะ เพราะคุณยังมีเงินเดือนจากงานประจำมาหล่อเลี้ยงชีพ ในขณะที่ได้ทดสอบสินค้าว่าขายได้จริงไหม ได้เริ่มสร้างฐานลูกค้า และได้เรียนรู้ปัญหาหน้างานโดยที่ความเสี่ยงเป็นศูนย์
เมื่อไหร่ที่รายได้จากธุรกิจส่วนตัวเริ่มแซงเงินเดือนประจำ หรืออย่างน้อยก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณได้แบบเสถียรติดต่อกันสัก 3-4 เดือน เมื่อนั้นแหละค่ะคือสัญญาณเขียวว่าคุณพร้อมจะลาออกอย่างเต็มภาคภูมิ
การทำธุรกิจส่วนตัวไม่ใช่แค่เรื่องของความเก่งหรือไอเดียดี แต่เป็นเรื่องของ ความอึด ค่ะ คนที่สายป่านยาวกว่า มีเงินสำรองมากกว่า ย่อมมีโอกาสยืนระยะได้นานกว่า จนกว่าวันที่ลูกค้าจะยอมรับ การเตรียมเงินสำรองให้พร้อมจึงไม่ใช่เรื่องขี้ขลาด แต่เป็นการวางแผนของมืออาชีพที่ต้องการความสำเร็จที่ยั่งยืน
เริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันนี้ ลดหนี้สินที่ไม่จำเป็น และค่อย ๆ สร้างอาณาจักรเล็ก ๆ ของคุณขึ้นมา วันที่คุณยื่นใบลาออก จะได้เป็นวันที่คุณเดินออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างแท้จริง ไม่ใช่เดินออกมาเพื่อไปเครียดต่อที่บ้านค่ะ






